ลาออกจากงาน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเอายังไงดี
เปลี่ยนงานทั้งที เงินก้อนที่สะสมมาหลายปีในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)จะเอายังไงต่อ? คำตอบผิด ๆ ที่คนเลือกบ่อยที่สุดคือ “ถอนออกมาก่อน” — ซึ่งมักเป็นทางที่เสียภาษีเยอะที่สุดมาดู 4 ทางเลือกพร้อมภาระภาษีของแต่ละทาง
ทางเลือกที่ 1: โอนไปกองทุนของที่ทำงานใหม่ (ดีสุดถ้าทำได้)
ถ้าบริษัทใหม่มี PVD แจ้ง HR ให้โอนจากกองทุนเดิมเข้ากองทุนใหม่ได้เลย — ไม่เสียภาษี ไม่เสียอายุสมาชิก เงินโตต่อเนื่องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และได้เงินสมทบนายจ้างใหม่ต่อทันที
ทางเลือกที่ 2: คงเงินไว้ในกองทุนเดิม (ซื้อเวลา)
ยังตัดสินใจไม่ได้ หรือบริษัทใหม่ไม่มี PVD → ขอคงเงินไว้ในกองทุนเดิมได้ โดยมีค่าธรรมเนียมรายปีเล็กน้อย (หลักร้อยบาท แล้วแต่กองทุน) เหมาะเป็นทางพักชั่วคราวระหว่างหางานใหม่หรือรอเปรียบเทียบทางเลือก อย่าปล่อยลืมยาวเพราะเสียค่าธรรมเนียมฟรีทุกปี
ทางเลือกที่ 3: โอนเข้า RMF for PVD (ทางหลักของคนไม่มีกองทุนใหม่)
โอนทั้งก้อนเข้ากองทุน RMF ที่รองรับ (เกือบทุก บลจ. มี) — เงินไม่ผ่านมือเรา จึงไม่ถือเป็นเงินได้ ไม่เสียภาษี แถมได้เลือกนโยบายลงทุนเองอิสระกว่ากองทุนบริษัท เงื่อนไขสำคัญ: ถือถึงอายุ 55 ปี และนับอายุสมาชิก PVD + RMF รวมกันครบ 5 ปี จึงถอนแบบปลอดภาษีได้ (ยอดที่โอนมาไม่นับเป็นค่าลดหย่อน RMF ปีนั้น) เหมาะกับฟรีแลนซ์ คนออกมาทำธุรกิจ หรือบริษัทใหม่ไม่มี PVD
ทางเลือกที่ 4: ถอนออก (แพงที่สุด คิดให้หนัก)
เงินที่ถอนแบ่งเป็นสองส่วน: เงินสะสมของเราเอง — ไม่เสียภาษี แต่ เงินสมทบนายจ้าง + ผลตอบแทนทั้งหมด — เสียภาษีเต็ม ๆในปีที่ถอน (อายุงานครบ 5 ปีมีสิทธิแยกคำนวณด้วย “ใบแนบ” ซึ่งมักเบากว่า แต่ก็ยังเสีย) บวกต้นทุนที่มองไม่เห็น: เงินก้อนเกษียณที่ควรทบต้นอีก 20–30 ปีหายไปทั้งก้อน — ลองเอายอด PVD ของคุณไปใส่ในเครื่องคำนวณดูว่าถ้าปล่อยให้โตถึงเกษียณจะเป็นเท่าไหร่ แล้วค่อยตัดสินใจ
- ThaiPVD — ภาษีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- ก.ล.ต. — เงินที่รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คำนวณภาษีอย่างไร
- กรมสรรพากร
ข้อมูลเพื่อการศึกษา อาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการอีกครั้ง